หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ตราบเท่าที่ยังมีชีวิต ตอนที่ 110

 ตราบเท่าที่ยังมีชีวิต ตอนที่ 110 “เหตุผลแห่งการคงอยู่”

 

“นั่นเจ้าใช่มั้ย?...นารก”

“รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ที่นี่?”

“เพราะบริเวณที่เจ้าอยู่ทุกสิ่งทุกอย่างจะตายจนหมดสิ้น...ไม่ว่าจะต้นไม้เหี่ยวเฉาพื้นดินแตกระแหงลำธารแห้งเหือดขณะที่พญานาคราชเช่นเจ้าเลื้อยผ่าน”

“หาตัวฉันพบได้ง่ายดายขนาดนี้...ไม่ค่อยดี”

“ปกติเจ้าอาศัยในนรกภูมิตลอดทำไมถึงมาที่นี่?”

“ฉันมาเพื่อตำหนิพี่ราชหงส์และเพื่อมาพบวสันตะสหายฉัน”

“เจ้าไม่ชอบใจที่พระเวทย์ของนางกับอชินีสุราลัยทำให้ใต้พิภพพลอยสั่นสะเทือนไปด้วย”

“ใช่...รบกวนการนอนจำศีลของฉันมาก...ครั้งนี้ทั้งสองต่างก็ไร้เหตุผลพอกันโดยเฉพาะนางเสือสวรรค์ที่ไม่รู้จักบทบาทของตัวเอง”

“.................................................................”

“ฉันไม่ชอบอชินีสุราลัย...นางว่าพี่ราชหงส์เป็นเจ้านกบ้าและก็ว่าฉันเป็นเจ้างูพิษ...ไม่ยำเกรงศักดิ์ศรีกันเสียบ้าง”

“เจ้าก็อย่าไปถือสาอะไรนางเลย...ใครต่อใครต่างรู้ดีว่านิสัยนางเป็นอย่างนั้นมาตลอด”

“วสันตะ...เจ้าก็ช่างอดทนเป็นสหายกับนางมาได้ตั้งนานแสนนานนะ...เทียบกันแล้วพี่สุริยนของเจ้าหรือพี่อุษณกับพี่สีตลยังนิสัยดีกว่ามากมายนัก...ดีแล้ว...ต่อไปฉันจะเรียกนางว่าเจ้าเสือเกเร”

“ฮึๆ”

“เหมาะสมใช่มั้ย?”

“นารก...”

“?”

“หางของเจ้ากำลังถูกขบกัด”

“อื๋อ?...ผู้ใดบังอาจนัก!!!

“เจ้างูพิษเลื้อยขึ้นมาเกะกะอะไรอยู่ที่นี่หรือว่าเบื่อนรกภูมิแล้ว?”

“อชินีสุราลัย!...ไร้มารยาทไม่เปลี่ยนเลยนะ”

“เจ้าก็เรียกข้าว่าเจ้าเสือเกเรเหมือนกัน”

“นี่ๆ...ทั้งคู่ไปโกรธเคืองกันตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย?...เจอหน้าก็โต้เถียงกันไม่ลดละ”

“วสันตะนุจรินทร์...เจ้านกบ้ากับเจ้างูพิษสองพี่น้องคู่นี้ไว้ใจไม่ได้”

“ดูท่าฝีมือของเจ้าเสือเกเรจะไม่ได้เหนือไปกว่าปาก”

“จะพิสูจน์กันก็ได้!!

“ไม่...ฉันไม่สู้ด้วยหรอก”

“เจ้างูพิษกลัวรึ?”

“ผิดแล้ว--...มันไม่มีประโยชน์เพราะว่าเจ้าที่สู้พี่ราชหงส์ไม่ได้ก็เอาชนะฉันไม่ได้เช่นกัน”

“หนอย!!!

“อชินีสุราลัย...เจ้าเป็นฝ่ายเริ่มไปกัดหางนารกก่อนนะ”

“มันโบกไปโบกมาเกะกะขวางทางข้า...เฮอะ!!...แม้แต่หางก็ยังมีพิษร้ายแรง...ข้าขมในปากไปหมดแล้ว!!!

“ก็ใครใช้ให้เจ้ากัดหางของฉัน!?

“วสันตะนุจรินทร์...อยู่กับเจ้างูพิษนานๆระวังพิษจะไหลเข้าตัวเถอะ!

“........................................................”

“ฉันไม่เข้าใจว่านางมาทำอะไรกัน?”

“ข้าเข้าใจว่านางกำลังมีความสุขที่ได้พบพ่อ...นารก...เจ้าก็กลับไปใต้พิภพก่อน”

“บังอาจมากัดหางของฉัน!...สบโอกาสฉันจะเอาดวงจิตของเจ้าเสือเกเรไปกักขังไว้ในนรกภูมิ!!

............................................................................................................................................

 

“เดินมาตั้งนานแล้วยังไม่เจอลูกคนไหนเลย”

...ผมได้มาอยู่ในทุ่งหญ้าเขียวขจีและมีลำธารไหลผ่านซึ่งมีลมพัดเย็นสบายบรรยากาศร่มรื่นและพยายามมองหาลูกสาวแต่ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครอยู่แถวนี้จนมาถึงชายป่า...

“ทำไมมีผลไม้กองอยู่ตรงนี้เยอะแยะไปหมด?”

(ทั้งกล้วย,ส้ม,อ้อย,ข้าวโพด...ดูน่ากินทั้งนั้น)

“แต่เรากินไม่ได้เพราะถ้าจับแล้วคงจะหายไปต้องให้ลูกสาวป้อนอย่างเดียว...เอ๊ะนั่น?”

(ช้างตัวใหญ่มาก!?...แต่จะใช่ตัวเดียวกับที่ผลักต้นพุทราให้หนูหนึ่งหนูสองหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ)

“..........................................................”

“อย่าเข้าไปใกล้จะดีกว่าพ่อหนุ่ม”

!?

(ชายชราคนนี้มาจากไหน?)

“นั่นคือพญาคชสารที่มีพละกำลังมาก...ถ้าพ่อหนุ่มเข้าไปใกล้เกินไปจะทำให้ท่านโกรธและเป็นอันตรายได้”

“ครับตา...ผมจะไม่เข้าไปใกล้จนเกินไป”

(งั้นดูอยู่ห่างๆคงจะไม่เป็นไร...อ่า--...ดูท่าจะเป็นตัวเดียวกันนะเพราะมีงาที่ยาวมาก)

“..........................................................”

(กำลังใช้งวงดึงยอดใบไม้มากิน...ดูท่าทางมีความสุข)

“ตามาทำอะไรที่นี่ครับ?”

“ข้ามาเก็บผลไม้ในสวน...บางทีก็เอาไปมอบให้พญาคชสารนั่นแล”

“ผลไม้ที่กองตรงนั้นเป็นของตานี่เอง”

“อืม”

“ท่าน...กินข้าวโพดมั้ยครับ?”

“กินสิพ่อหนุ่ม”

“ผมรู้สึกถูกชะตาช้างตัวนี้จัง”

“เคยพบกันหรือ?”

“ครั้งหนึ่งครับ”

“ลุงมีข้าวโพดกับอ้อย...พ่อหนุ่มจะเอาไปให้พญาคชสารมั้ย?”

“แต่มีแค่นี้จะพออิ่มเหรอครับ?”

“แถวนี้อาหารอุดมสมบูรณ์และท่านกินผักผลไม้ได้เกือบทุกอย่างโดยเฉพาะอ้อยกับข้าวโพด...เปลือกไม้ใบไม้ท่านก็ชอบ...มา!...ช่วยหาอะไรมารองหน่อย...ข้าจะตัดอ้อยเป็นท่อนๆ”

“ครับ!!

...อ้อยประมาณ 10 ท่อนและข้าวโพดประมาณ 20 กว่าฝัก...เมื่อทุกอย่างเตรียมเสร็จแล้วคุณตาก็ร้องเรียกพญาคชสาร...

“องค์เทวนาถผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่จัตุบาททั้งปวง...พ่อหนุ่มผู้นี้ช่วยข้าน้อยเตรียมอาหารเพื่อมอบให้แก่ท่านขอรับ!!

(ช้างตัวนี้ที่แท้มีชื่อว่าเทวนาถ?)

“.............................................................”

“.............................................................”

“ท่าน...ไม่มา”

“อ้าว!?...ทำไมหรือครับ?”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”

...ช้างตัวนั้นยังเอาแต่ใช้งวงคว้าดึงเปลือกไม้มากินโดยไม่สนใจอ้อยและข้าวโพดที่ผมกับชายชราเตรียมไว้ให้เลยแม้แต่น้อย...

“ทุกครั้งที่ข้าเอาอาหารมามอบให้ท่านจะเดินมากิน...บางที...ท่านคงจะไม่ไว้ใจที่พ่อหนุ่มเป็นผู้แปลกหน้า”

“อย่างนั้นหรือครับ?”

“ข้ากลับล่ะ...พ่อหนุ่มก็ไปจากที่นี่เถอะอย่าอยู่รบกวนท่านเลย...ท่านหิวก็คงจะกินเอง”

“............................................................”

(ชายชราค่อยๆเดินจากไปส่วนเรายังอยู่ที่เดิม...ถ้าอย่างนั้น)

(องค์เทวนาถพญาคชสาร...กระผมนั้นเคยพบกับท่านครั้งหนึ่งและหากเราทั้งสองไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาตที่ต้องประหัตประหารกันในอนาคตก็ขอให้ท่านโปรดมากินอาหารที่อยู่ตรงหน้ากระผมด้วยเถิด)

“............................................................”

!?

(ไม่อยากจะเชื่อเลย!!!...พญาคชสารหันหน้ามาทางเราและเริ่มเดินเข้ามาหาราวกับจะล่วงรู้ความคิด)

“............................................................”

“หูย~~...ยิ่งมาใกล้ก็ยิ่งใหญ่โตมโหฬาร...เสียงฝีเท้าทุกก้าวก็ทำให้พื้นสั่นสะเทือน...ถ้าถูกเหยียบนี่เรามีหวังแบนเละติดพื้นแน่ๆ”

...พญาคชสารเดินเข้ามาช้าๆจนมาอยู่ตรงหน้าผม...ช่างสูงใหญ่ชนิดที่ต้องเงยหน้าขึ้นมองและผมก็ได้เห็นว่าช้างตัวนี้มีสีดวงตาสองข้างที่ไม่เหมือนกันคือข้างซ้ายสีดำส่วนข้างขวากลับมีสีขาว...นับว่าแปลกประหลาดมากทีเดียว...

(ใจหนึ่งก็กลัวจะโดนทำร้ายเพราะอยู่ใกล้มากจริงๆแต่นานเข้าก็เริ่มวางใจเนื่องจากไม่มีท่าทีดุร้ายเลย)

“............................................................”

(ค่อยยื่นงวงคว้าอ้อยเข้าปากแล้วก็กินจนหมด)

“มีข้าวโพดด้วยนะครับ”

“............................................................”

(เมื่อกินเสร็จแล้วพญาคชสารเดินไปที่ลำธารเพื่อกินน้ำและสักพักก็เดินกลับมาหาเรา)

“เอ๊ะ?”

(เอาปลายงวงชี้มาที่...น่าจะสร้อยคอที่แขวนช้างของเรา...หมายความว่ายังไงกัน?)

“............................................................”

“ท่านครับ...นี่คือ...”

(จากนั้นพญาคชสารก็ค่อยๆหันหลังเดินเข้าป่าไปทิ้งให้มีคำถามอยู่ในใจว่าเหมือนท่านจะบอกอะไรสักอย่าง)

“เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อนสิครับ!!!...หะ...ห้องเรานี่!?

...รู้สึกตัวตื่นก็พบว่าอยู่ในห้องผมเองพอคลำที่อกสร้อยก็ยังอยู่ที่คอตามปกติ...ตอนนี้หัวใจผมเต้นแรงมากทั้งที่ในความฝันขณะเผชิญหน้ากับพญาคชสารที่มีร่างกายใหญ่โตมหึมายิ่งกว่าช้างตัวใดๆในโลกยังไม่รู้สึกตกใจมากเท่าไหร่...

“หรือว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น?”

................................................................................................................................................

 

“ตัวเอง”

“........................................................”

“บอล?”

“........................................................”

“นี่!!

“คะ...ครับ!!

“ตัวเองเป็นอะไรน่ะ?”

“ก็...เปล่านี่”

(นึกถึงความฝันเพลินไปหน่อย)

“ไม่มีอะไรก็รีบกินข้าว...จะได้เก็บสำรับ”

“ครับอา...เอ่อ--...ตอนบ่ายพี่แคทว่ามีอะไรจะบอกนะครับ?”

“เอาไว้กินข้าวเสร็จก่อนดีกว่า”

“มันแย่...ขนาดนั้นเชียวหรือเจ๊?”

“นั่นสิ...หนูเซคคิดจะก่อเรื่องน่าปวดหัวอะไรอีก?”

“หนูก็ไม่ค่อยเข้าใจค่ะ”

(ทีแรกไม่ค่อยสนใจแต่ทีนี้ชักอยากรู้แล้วว่ามันคืออะไร?)

...หลังมื้อเย็นพี่แคทเอาจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของพี่เซคมาส่งให้...ผมอ่านจบก็คิดในใจว่ามันรู้สึกไม่ชอบมาพากล...

“ให้ไปอยู่บ้านราศีกาญจนา...ทำงานบ้าน 1 เดือน...ถ้าทำได้จะเสนอคุณปู่ให้เป็นนายใหญ่รุ่นต่อไป”

“อะไรกันนี่อางงจังเลย?...เจตนาชัดแจ้งเกินไปไม่สมกับเป็นหนูเซค”

“ค่ะคุณแม่”

“ถ้าตัวเองทำไม่ได้จะเป็นไง?”

“ในจดหมายไม่ได้บอกไว้แต่นี่คือคำท้าใช่มั้ยล่ะ?”

“ครับ”

“แต่ก็ง่ายๆไม่ใช่เหรอ?...เดือนเดียวเองด้วย”

“แล้วเกิดพี่เซคให้ฉันไปทำงานเยี่ยงทาสกดขี่กลั่นแกล้งสารพัดจะทำไง?”

“พี่เซคไม่ทำถึงขนาดนั้นหรอก...อย่ากลัวเลย”

“ผมก็ไม่ได้กลัวอะไรแค่ไม่ค่อยเข้าใจเท่านั้น...ก็นะ...มีแต่ต้องเดินเข้าไปถึงจะรู้ว่ามันมีอะไรรออยู่”

“เริ่มต้นเมื่อไหร่?”

“พี่เซคบอกว่าเมื่อบอลพร้อมก็ขนของไปได้ทุกเวลาค่ะคุณแม่”

“แต่ผมมีบางเรื่องที่ต้องไปทำให้เสร็จสิ้นก่อน”

“............................................................”

...เช้าวันรุ่งขึ้นผมตื่นนอนลงมาข้างล่างก็เจอช๊อตเด็ดสะท้านหัวใจจนตาสว่างหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง...วันนี้อาอรนิภาไม่ได้ไปทำงานและถือแก้วไวน์ยืนมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างสบายอารมณ์ซึ่งแค่นั้นไม่ทำให้ใจเต้นได้ถ้าเธอไม่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแค่ตัวเดียวกับเห็นกางเกงในสีชมพูซ่อนอยู่รำไร...

“ดื่มไวน์แต่เช้าเลยหรือครับ?”

“จะสิบโมงแล้วจ้า~~

“ขาวเหลือเกิน--”

“อะไรขาว?”

(มองเราด้วยหางตาแว่บหนึ่งและจิบไวน์เข้าปาก)

“ทุกส่วนในตัวนิครับ...ขาวผ่องไปหมด”

“ฮิ!...สงสัยสายตาจะมีปัญหาแล้วมั้งจ๊ะ?”

“?”

“นิใส่กางเกงในสีชมพูและจะบอกว่าขาวทั้งตัวได้ไง?”

“อ่า--”

“และก็...อะไรๆตรงนั้นของนิก็มองไม่ยากว่ามันมีสีดำ...จริงมะ?”

“งั้นต้องขอเข้าไปดูใกล้ๆแล้ว”

“แน่ๆๆ!!...อย่าทำเจ้าชู้ถ้าใจไม่กล้าพอ”

“ทำไมผมจะไม่กล้า?”

“แคทกับฝนกำลังตีแบตกันอยู่ตรงนั้นแน่ะ”

!?

(มิน่าถึงมองออกไปข้างนอก)

“อื๊อ~~...บ้ายุจังเลยเธอนี่!

“หอมจัง”

“ไม่กลัวถูกเห็นหรือไงนะ?”

“ผมจะทำอย่างมีชั้นเชิง”

“จ้าพ่อคนเชิงสูง!!...นี่--...เมื่อคืนไม่ได้ปลดปล่อยหรือไงถึงแข็งขนาดนี้?”

“เดาสิครับ”

“ไม่เดา!

“เมื่อไหร่เราจะได้อยู่บ้านด้วยกันสองต่อสอง?”

“บอกแล้วว่าโอกาสไม่ได้มากันบ่อยๆ”

...ผมสวมกอดอานิภาแต่ก็พยายามซ่อนตัวให้พ้นจากสายตาลูกสาวทั้งสองคนของเธอ...น่าตื่นเต้นชะมัด!!!...พี่แคทกับฝนเล่นตีแบตกันอยู่นอกบ้านส่วนผมกำลังรุกเร้าทางเพศกับแม่ของพวกเธออยู่ภายในบ้าน...

“อือออออออออออออ”

“ก้นนินุ่มจังเลย”

“ทำให้นิอยากอีกแล้ว~~

“ค่อยเป็นค่อยไปสิจ๊ะ”

“นิสัยเสีย~~...เมื่อไหร่จะถึงเวลานั้นสักทีเล่า?”

“ใกล้แล้ว--”

“ฮึ!...ใกล้ที่ว่าคือน้ำจะออกหรือไง?”

“ผมไม่ไก่อ่อนขนาดนั้นหรอก”

“ย่ะ!...พ่อคนเก่ง--...อึ๊ยยยยยยยยยย~~...มันเข้าหว่างขาพอดีเลยอ่ะ!!

(รู้สึกได้ว่าอาสาวคนสวยเกร็งไปทั้งตัวเพราะเจ้าหนูของเราสอดเข้าใต้จุดยุทธศาสตร์ของหล่อนพอดิบพอดี)

“เสียงนิเซ็กส์ซี่จัง”

“ชอบฟังเหรอ?”

“ชอบจ้ะ”

“ตอนถูกเอาเซ็กส์ซี่กว่านี้อีก”

“โอ้โห!!!

“อืมมมมมมมมม...อูยยยยยยยยยยยยย”

(การปลุกเร้านี่มัน!?)

“อื้อออออออออออออออ...อืออออออออออออออออออออ”

(อานิภาจูบแรงมาก...อารมณ์ของเราทั้งคู่ปั่นป่วนไปหมดแล้ววววววว)

“ยังจะทนไหวอีกมั้ย?”

“ก็ไม่ต้องทนสิ”

“ใจคอจะจับอาตัวเองทำเมีย...บอลเนี่ยร้ายกาจเกินไปแล้ว”

“แล้วยอมมั้ยจ๊ะ?”

“แหม~~...ยังจะมาถาม!!

“ผู้หญิงที่ผมหมายตาไว้จะไม่มีทางหลุดรอดไปได้”

“นั่นคือความคิดที่ดีแต่ยังไม่ถึงเวลาของพ่อนะ”

“เพราะพ่อยังมีหน้าที่สำคัญกว่านั้น”

(เสียงนี่!?)

“อะ...อะไรหรือ?”

“ได้ยินเสียงอะไรมั้ยครับ?”

“เสียง?”

“เฮ้อ~~...เหนื่อยจังเลย!

“พอแค่นี้ก่อน”

(พี่แคทกับฝนเลิกเล่นแบตแล้ว!!)

“ผม...ได้ยินเสียงเด็ก”

“เด็กอะไร?...อย่าพูดให้นิกลัวสิ!!

(พี่แคทเคยเล่าว่าอานิภาถูกผีหลอกในบ้านหลังนี้แต่เสียงที่ได้ยินเมื่อกี้ยังไงก็คือเสียงของหนูหนึ่งกับหนูสองชัดๆ!!!)

“อ้าว!...ตัวเองตื่นแต่เมื่อไหร่?”

“เมื่อกี้นี้”

“ตัวเองมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์แบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน...แม่ดื่มไวน์รึ?”

(ไม่ได้อ่านแค่เอามากางปิดเป้ากางเกงเพราะไอ้น้องชายยังลุกโด่!!)

“จ้า~~

“ถึงว่าหน้าออกแดงๆ”

“คุณแม่แต่งกายให้เรียบร้อยด้วย...แบบนี้ไม่เหมาะสมเลยค่ะ”

“อยู่บ้านแม่ก็อยากแต่งตัวสบายๆมั่ง”

“แต่นี่สบายเกินไปแล้วค่ะ...อย่าลืมว่าไม่ได้อยู่กันเฉพาะผู้หญิง”

“อ่าๆ...จ้ะๆๆ”

(พี่แคทพูดกับอานิภาแต่ก็ปรายตามองเราและโชคดีมากที่ได้ยินเสียงลูกซะก่อนไม่งั้นล่ะก็...ไม่อยากคิด)

“ทำไมถึงหน้าแดงคะ?”

(ฉิบ~~)

“อ๋อ!!...ก็แม่ดื่มไวน์ไง”

“ที่หนูเห็นจากนอกหน้าต่างคือถือไอ้นี่เอง”

(ใจเต้นระทึก!!...แล้วเห็นเราด้วยหรือเปล่า?)

“แม่เข้าห้องก่อนนะ”

“ผมก็จะไปกินข้าว...เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะ”

“หึๆ”

“เธอจะไปโยนกประจิมวันนี้สินะ?”

“ใช่ครับ...ออกราวๆบ่ายโมง”

“อย่าเถลไถลล่ะ”

(คิดไปเองหรือเปล่าว่าวันนี้พี่แคทดูเย็นชา?)

“พี่ไม่รู้ว่าคุณน้าจะรู้สึกยังไงแต่คิดว่าบอลคงมีคำตอบที่ดีแล้วนะ”

“บอกตามตรงผมก็ยังไม่รู้”

“อ้าว!!...ตัวเองจะไหวมั้ยเนี่ย?...ให้เค้าไปด้วยม๊า~~

“ไม่เป็นไร”

“น้องจะไปด้วยทำไม?”

“อือ--...รู้แล้วน่าเจ๊ก็!!

“เดินทางปลอดภัยระวังตัวด้วย...ถึงไหนก็ติดต่อมา”

“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ...ยังไงศุกร์เขาก็ขับรถให้ผม”

“อืม”

(คงจะคิดมากไปเอง)

...พี่แคทเดินขึ้นบ้านไปแล้วและเพิ่งสังเกตว่าเธอรวบผมนุ่งเสื้อโปโลใส่กางเกงขาสั้น...เมื่อกี้มัวแต่ตกใจเลยไม่กล้าสบตามองมากส่วนฝนยังไม่ไปไหนและตามผมเข้าไปในครัวด้วย...

“...เธอหิวอีกรึ?”

“ใช่...วัยกำลังกินกำลังโต”

“อย่าอ้วนเป็นหมูล่ะกัน”

“ว่าไงน๊ะ!?...ถ้าอ้วนเป็นหมูแล้วตัวเองจะไม่รักเค้าเรอะ?”

“ไม่ใช่--”

“ฮื่อ--”

(ฝนตักข้าวต้มมาให้และก็นั่งข้างๆ)

“จะป้อนให้”

“ฉันกินเองได้”

“อย่าดื้อ!

“ว่าคนอื่นได้หรือน่ะ?”

“อ้าม~~

(ให้ตายสิแต่จริงๆก็อบอุ่นใจมีความสุขแหละ)

“อร่อย”

“เค้าทำเองแหละ”

“ฝีมือไม่ตกเลย”

“เรียนมาจากแม่ทั้งนั้น”

“อานิภานี่เก่งทุกอย่างจริงๆ”

“อ่ะ!...อีกคำ”

“................................................................”

“ตัวเองฝันถึงหนูรินมะ?”

“ไม่เลย”

(ฝันเห็นแต่พญาช้างตัวมหึมา)

“หรือจะไม่มาพบเค้าซะแล้ว?”

“ไม่ๆ...บอกแล้วว่าไม่ใช่ว่าอยากเจอก็จะเจอกันได้เลยสักหน่อย”

“...นั่นสินะ”

(ฝนมีสีหน้าเศร้าๆ)

“เฮ่!...อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ...แม่ลูกจะต้องได้เจอกันอย่างแน่นอน”

“จริงเหรอ?”

“เท่าที่ฉันสัมผัสนะหนูรินนิสัยดีร่าเริงแจ่มใสและก็รักแม่ของเธอมาก...ฉันเชื่อว่าอีกไม่นานหรอก”

“ฮะๆๆ...ใช่เลย!!...เค้าต้องได้เจอลูกสาวน่ารักคนนี้...ลูกจ๋า!!...แม่รอพบหนูอยู่นะ~~

(เปลี่ยนอารมณ์ไวดีวุ้ย!!)

“ไม่ต้องๆเค้าล้างเอง...ตัวเองไปเตรียมตัวเดินทางเถอะ”

“ขอบใจ”

“นี่!

“หือ?”

“ตัวเองว่าแม่เค้าน่ารักหรือเปล่า?”

“อานิภา?”

(จู่ๆถามทำไม?)

“ไม่มีอะไรให้สงสัย...เธอน่ารักจริงๆ”

“อืมๆ”

“ถามทำไมรึ?”

“...ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“หา?”

“เค้าเห็นนะ”

“เห็น...อะไร?”

“เมื่อกี้ที่ตัวเองกอดจูบกับแม่เค้า”

“!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

............................................................................................................................................................

 

“แม่สำนึกตนมาตลอดว่าได้ทำผิดต่อท่านพี่จนกระทั่งปัจจุบัน...แม่จะยังมีหน้าไปสู้ท่านพี่ได้อีกหรือ?

“แต่หากวันนั้นท่านแม่ตัดสินใจทำร้ายท่านพ่อ...น้องนางหยาดฝนก็อาจจะมิได้ถือกำเนิดขึ้นมา...ว่าไปแล้วหนูก็รู้สึกขอบคุณมากเลยเจ้าค่ะ”

“เอ้...แม่มิอยากให้ลูกต้องเสียใจแลผิดหวังในความรักซ้ำรอยแม่”

“หนูรู้สถานะของตนเองดีแลจะมิขอเรียกร้องสิ่งใด...เพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขกับคนที่หนูรัก...นี่คือเหตุผลแห่งการคงอยู่ที่หนูได้ค้นพบแล้วเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นแม่ก็พอจะรู้แล้วว่าต่อไปภายหน้าลูกจะมีความสุขยิ่งกว่าแม่อย่างแน่นอน”

“ท่านแม่มั่นใจได้อย่างไรเจ้าคะ?”

“เพราะแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักแลความศรัทธาของลูกคือคำตอบ”

...........................................................................................................................................................